gototopgototop
Get Adobe Flash player
ดัชนีบทความ
บทที่ 4 ตำแหน่งงานอภิบาลในคริสตจักร
หน้า 2
ทุกหน้า

 

 

บทที่ 4  ตำแหน่งงานอภิบาลในคริสตจักร (3.1-16)

 


เปาโลกล่าวสอนถึงคุณสมบัติของผู้นำคริสตจักรสองกลุ่มในเวลานั้นคือ ผู้ปกครองดูแล  และมัคนายก ซึ่งเป็นรูปแบบการบริหารคริสตจักรแบบหนึ่งและคุณสมบัติเหล่านี้เหมาะกับสภาพคริสตจักรเวลานั้น  คริสตจักรจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับคุณภาพ คำสอน ความสัตย์ซื่อ ของคนที่รับการแต่งตั้งให้ดูแลคริสตจักร หรือผู้นำคริสตจักร

เป็นน้ำพระทัยพระเจ้าที่จะให้คริสตจักรมีศิษยาภิบาล หรือผู้ปกครอง  และพระเจ้าไม่ได้กำหนดว่า การดูแลคริสตจักรนี้ควรเป็นไปในรูปแบบใดอย่างเฉาะเจาะจง


1. ผู้ปกครอง (3.1-7)

การเป็นผู้นำคริสตจักร เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบที่หนักมาก เพราะคริสตจักรเป็นของพระเจ้าไม่ใช้ของใครคนใดคนหนึ่ง ผู้นำควรได้รับการเลือกจากสมาชิกมากกว่าการพยายามผลักดันตนเองขึ้นมาเป็นผู้นำในตำแหน่งที่สูง

ผู้ดูแล  (เอพิคอพ็อส)    ผู้ปกครองหรือผู้อาวุโส   (เพร็สบูเทะรอส)   ทั้งสองคำนี้ถูกใช้ในความหมายเดียวกัน เช่น เปาโลเชิญผู้ปกครองคริสตจักรเอเฟซัสมาและกำชับให้ดูแลคริสตจักรของพระเจ้า กิจการ 20:17,28  และ ทิตัส 1:5-7 บอให้แต่งตั้งผู้ปกครอง และบอกว่า ผู้ดูและนั้น .....   เปาโลใช้ทั้งสองคำในความหมายเหมือนกัน (ดู ทต.1:5,7)ซึ่งหมายถึงบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำของคริสตจักรในการดูแลความสงบเรียบร้อยและความถูกต้องในคริสตจักรรวมทั้งระแวดระวังภัยจากการสอนผิด (กจ.20:28-31)  ผู้ปกครองดูแลบางคนยังทำหน้าที่เป็นครูสอนด้วย (1 ทธ.5:17)


1.1. ความสำคัญของผู้ปกครอง

คำนี้เป็นคำจริง คือว่าถ้าผู้ใดปรารถนาหน้าที่ผู้ปกครองดูแลคริสตจักร ผู้นั้นก็ปรารถนากิจการงานที่ประเสริฐ

คำนี้เป็นคำจริง แปลตรงตัวว่า "คำที่เชื่อถือได้'' เป็นวลีที่ปรากฏเฉพาะในจดหมายฝากถึงศิษยาภิบาลมีทั้งสิ้น 5 ครั้ง  เป็นการยืนยันความน่าเชื่อถือของสิ่งที่กล่าวถึง  (ข้อ 15; 3:1; 4:9; 2 ทธ.2:11; ทต.3:8)

คำว่า ปรารถนา แปลว่า การยืดมือออก แต่ไม่ได้สนับสนุนให้เกิดความทะเยอทะยาน เพื่อเกียรติยศชื่อเสียงหรืออำนาจ เพราะผู้นำคริสตจักรจะต้องมีแรงจูงใจในการรับใช้สามด้านคือ การทรงเรียก  ความปรารถนา การคัดเลือกของสมาชิก

กิจการงานที่ประเสริฐ งานรับใช้พระเจ้าผู้ประเสริฐ เป็นงานที่ประเสริฐที่สุดในโลก   แม้สมัยของเราจะมองว่า งานรับใช้พระเจ้าเป็นงานของคนที่ไม่มีทางไป   เรียนอะไรไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ พวกหมดอนาคต ส่งเข้าโรงเรียนพระคัมภีร์ดีกว่า สภาพความเป็นจริงก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ  แต่พระเจ้าเห็นคุณค่าในตัวเขา ในทางกลับบางคนก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ จบแล้วก็ไม่ได้รับใช้ เพราะความปรารถนาผิดตั้งแต่เริ่มต้น


1.2. คุณสมบัติของผู้ปกครอง

1.2.1.       ไม่มีใครติได้   คือ เป็นคนที่มีชื่อเสียงดีในสังคมภายในภายนอก ไม่ใช่ไม่มีความผิดเลย

1.2.2.       เป็นสามีของหญิงคนเดียว  คือแต่งงานครั้งเดียว หรือแต่งงานหลายครั้ง หรือคนแบบไหน

1.2.3.       เป็นคนรู้จักประมาณตน  มีสติสัมปชัญญะ  เป็นคนสง่าเรียบร้อย  คือ  เป็นความสามารถที่จะเอาชนะตนเอง ควบคุมตนเองได้

1.2.4.       มีอัชฌาสัยรับแขกดี   หมายถึงรักคนแปลกหน้า

1.2.5.       เหมาะที่จะเป็นครู   ความสามารถอย่างหนึ่งของผู้ปกครองหรือศิษยาภิบาลคือ การสอน

1.2.6.       ไม่ดื่มสุรามึนเมา   สนับสนุนข้อที่ 5

1.2.7.       ไม่เป็นนักเลงหัวไม้    เป็นคนสุภาพ   ไม่เป็นคนชอบวิวาท    คือการเป็นคนที่มีเหตุและผล

1.2.8.       ไม่เป็นคนเห็นแก่เงิน แต่เงินก็เป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้

1.2.9.       ต้องเป็นคนครอบครองบ้านเรือนของตนได้ดี อบรมบุตรธิดาของตนให้อยู่ในโอวาทมีใจนอบน้อม

1.2.10. อย่าให้ผู้ที่กลับใจใหม่ๆเป็นผู้ปกครองดูแล เกรงว่าเขาอาจจะยโส แล้วก็จะถูกปรับโทษเหมือนอย่างมาร ผู้เชื่อใหม่ควรมีความเชื่อที่เข้มแข็งก่อนที่จะรับบทบาทที่สำคัญของคริสตจักร จนกว่าจะหยั่งรากมั่นคงในความเชื่อและเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าดีพอสมควร แต่บ่อยครั้งที่คริสตจักรขาดผู้นำ มักจะแต่งตั้งผู้เชื่อใหม่เข้ามาเป็นผู้นำ ซึ่งส่วนมากจะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี  แน่นอนเขาต้องเริ่มมีส่วนรับใช้แต่ไม่ควรเป็นตำแหน่งผู้นำที่สำคัญ

1.2.11. เป็นที่นับถือของคนภายนอก มิฉะนั้นจะเป็นที่ติเตียนและจะติดบ่วงแร้วของมาร   ตกอยู่ในความผิดบาปอย่างใดอย่างหนึ่งตามอุบายของมารซาตาน  ผู้เชื่อใหม่ที่รับตำแหน่งใหม่ๆ ต้องระวังและมีความถ่อมใจให้มาก อย่าหยิ่งยโส เพราะอาจตกเป็นเครื่องมือของมาร



2. มัคนายก (8-13)

แปลว่า ผู้ปรนนิบัติ  ตำแหน่งนี้เกิดขึ้นครั้งแรกใน กจ.6:1 เพื่อทำหน้าที่ด้านธุรการแทนบรรดาอัครทูตที่ต้องมุ่งเน้นในการสอนและอธิษฐานแม้ข้อความตอนนี้ไม่ได้ระบุหน้าที่ชัดเจน แต่เมื่อปรากฏคู่กับตำแหน่งผู้ปกครองดูแลทำให้เข้าใจว่าจะต้องมีหน้าที่ คล้ายกับมัคนายกในหนังสือกิจการ  เปาโลบอกว่าคนที่จะเป็นมัคนายก ควรได้รับการตรวจสอบเสียก่อนที่จะให้เขารับใช้ หรืออยู่ในตำแหน่ง

 

2.1. คุณสมบัติของมัคนายก

2.1.1.          ฝ่ายมัคนายกนั้นก็เช่นเดียวกันคือต้องเป็นคนเอาการเอางาน

2.1.2.          ไม่เป็นคนสองลิ้น

2.1.3.          ไม่ดื่มสุรามึนเมา

2.1.4.          ไม่เป็นคนโลภมักได้

2.1.5.          เป็นคนยึดมั่นในข้อล้ำลึกแห่งความเชื่อ ด้วยจิตสำนึกว่าตนชอบ

2.1.6.          ต้องเป็นสามีของหญิงคนเดียว

2.1.7.       บังคับบัญชาบุตรของตน และปกครองบ้านเรือนของตนได้ดี

จงลองดูคนเหล่านี้เสียก่อนด้วย และเมื่อเห็นว่าไม่มีข้อตำหนิแล้ว จึงตั้งเขาไว้ในตำแหน่งมัคนายก

 

2.2. คุณสมบัติของมัคนายิกา (โรม 16:1)

2.2.1.       ต้องเป็นคนเอาการเอางาน

2.2.2.       ไม่ใส่ร้ายผู้อื่น

2.2.3.       เป็นคนรู้จักประมาณตน

2.2.4.       เป็นคนสัตย์ซื่อในประการทั้งปวง

ไม่ว่าอย่างไร ผู้นำหญิงก็มีความสำคัญเทียบเท่าผู้ชาย และต้องมีหน้าที่และคุณสมบัติเดียวกันกับผู้ชาย อย่างไม่ยิ่งหย่อน

 

2.3. ความสำคัญของมัคนายกและมัคนายิกา

เพราะว่าคนที่ทำหน้าที่มัคนายกได้ดีก็มีเกียรติ และมีใจกล้าเป็นอันมากเพราะความเชื่อซึ่งมีในพระเยซูคริสต์

 

3. สถานภาพคริสตจักร (14-16)

สถานภาพของคริสตจักรสามประการ ที่เปาโลกล่าวถึง

6.1.1                        เป็นสมาชิกในครอบครัวของพระเจ้า

6.1.1.1.1      เราเป็นโดยการบังเกิดใหม่ฝ่ายวิญญาณ

6.1.1.1.2      มีความสัมพันธ์โดยมีพระบิดาองค์เดียวกัน

6.1.1.1.3      มีความสัมพันธ์กับคนอื่นฐานะพี่น้องฝ่ายวิญญาณ

ข้อคิด  พระเจ้าทรงเรียกให้เรารักกันและกัน   ผ่อนหนักผ่อนเบากันและกัน  สนับสนุนกันและกัน ด้วยการสมัคคีธรรม

6.1.2                        เป็นคริสตจักรของพระเจ้าผู้ดำรงพระชนม์

เพื่อเน้นความแตกต่างของพระเจ้าและรูปเคารพที่ไม่มีชีวิต  การกลับใจมาเชื่อพระเจ้ามีความหมายถึงการละทิ้งรูปเคารพและหันมาหาพระเจ้า  เราต้องตระหนักว่าเราเป็นวิหารของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์   เราต้องถ่อมตัวลงต่อพระเจ้าและนมัสการพระองค์แต่ผู้เดียว

6.1.3       เป็นหลักและรากแห่งความจริง  (เสา)

แปลตรงตัวว่า "เป็นเสาและรากฐานของความจริง'' หมายถึงการค้ำจุนความจริงให้ถูกต้องไม่เอนเอียง   การประกาศพระกิตติคุณ การปกป้องพระกิตติคุณหรือความเชื่อ  การทรงพระชนม์เป็นหลักรากที่สำคัญที่สุดของความเชื่อ

ข้อล้ำลึก คือหลักความเชื่อของคริสตชนเป็นความจริงที่พระเจ้าทรงปิดซ่อนไว้ในอดีตแต่ทรงเปิดเผยข่าวประเสริฐนี้ผ่านทางผู้เผยพระวจนะและอัครทูต

พระองค์...พระสิริ เป็นหลักข้อเชื่อที่อธิบายเรื่องราวทั้งหมดของพระเยซูคริสต์คือ ก) การเสด็จมารับสภาพเป็นมนุษย์ ข) การเป็นขึ้นมาใหม่ ค) การรับเกียรติจากทูตสวรรค์ ง) การนำข่าวประเสริฐไปทั่วโลก จ) ชาวโลกเชื่อวางใจในพระองค์ ฉ) การเสด็จขึ้นสู่สวรรค์เพื่อรับพระสิริ

แก้ไขล่าสุด (วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2011 เวลา 23:26 น.)