gototopgototop
Get Adobe Flash player

โปสเตอร์ที่มีผู้วิจารณ์กันมากเกี่ยวกับ
ภาพลักษณ์ของนักเทศน์ที่ถือปืนกล โดย ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์


มีรายงานข่าวว่า อีกไม่นานนี้จะมีภาพยนต์ฮอลลีวูดเรื่องหนึ่งออกฉายทั่วโลก ชื่อว่า Machine Gun
Preacher แปลเป็นไทยตรงๆ ว่า "นักเทศน์ปืนกล" เป็นผลงานล่าสุดของมาร์ก ฟอสเตอร์
ผู้สร้าง Quantum of Solace (หรือเจมส์บอนด์) นำแสดงโดยเจอราร์ด บัทเลอร์

ภาพยนต์เรื่องนี้สร้างมาจากเรื่องจริง ของ แซม ชิลเดอร์ส (Sam Childers)
มิชชันนารีผู้ที่เคยใช้ชีวิตทำชั่วมาตลอดด้วยการเป็นพ่อค้ายาและนักเลง
แต่ได้พบว่าต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อครอบครัว รวมถึงเพื่อภรรยาที่แสนดีซึ่งรับบทโดยมิเชล
โมนาแกน หลังจากนั้นชีวิตก็หันได้มาหาพระเจ้า และเอาจริงเอาจัง
จนตัดสินใจเดินทางไปเป็นมิชชันนารีประกาศเรื่องของพระเจ้าและช่วยเหลือผู้คนที่แอฟริกา

แต่หลังจากแซมไปช่วยสร้างบ้านเพื่อเด็กกำพร้าที่นั่น เขาได้พบว่าเด็กๆ
ต้องถูกกองกำลังกบฏเอาตัวไปฝึกเป็นนักรบยุวชน
และบ้านเด็กกำพร้าของแซมก็ถูกกองกำลังพวกนี้เผาจนวอด แล้วในที่สุด
แซมก็รู้สึกว่าการอดทนต่อไปคงไม่สามารถช่วยอะไรได้
จึงต้องหันไปจับปืนและใช้กำลังเพื่อช่วยเหลือเด็กเหล่านี้
รายงานข่าวบอกว่า ภาพยนต์สร้างออกมาในแนวบู้ร้างผลาญสไตล์แรมโบ้
หนังจะออกฉายปลายกันยายนนี้ในสหรัฐ ไม่ทราบว่าจะได้เข้าฉายโรงในเมืองไทยหรือเปล่า
หรือจะมาเป็นเพียงซีดี

ชมตัวอย่างภาพยนต์

การสัมภาษณ์ แซม ชิลเดอร์ส ตัวจริง

ภาพยนต์เรื่องนี้เมื่อมีโฆษณาออกมาก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากในหมู่คริสตชน
เริ่มตั้งแต่โปสเตอร์ที่พระเอกซึ่งเป็นนักเทศน์มิชชันนารียืนถือปืนเอ็มสิบหก
ทำให้คริสตชนหลายคนในสหรัฐวิพากษ์วิจารณ์กันมาก เพราะชื่อเรื่องว่า "นักเทศน์"
กับภาพคนถือปืนเอ็มสิบหก มันช่างดูขัดแย้งกันเหลือเกิน
แต่ก็ต้องยอมรับว่าเนื้อหาของเรื่องซึ่งมาจากเรื่องจริงก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

ผู้เขียนอยากบอกว่า การที่ผู้คนตื่นเต้นกันมาก มันมีสาเหตุลึกๆ ที่ผู้คนนึกไม่ถึง นั่นคือ ลึกๆ แล้ว
เรื่องนี้เป็นประเด็นคำถามในใจของคริสตชนจำนวนมากมาตลอดประวัติศาสตร์คริสตจักร
เป็นความขัดแย้งระหว่างหลักคำสอนที่สูงส่งกับการใช้ได้ในชีวิตจริง !
นั่นคือประเด็นที่ว่า "คริสตชนต้องมีความรักเสมอ อภัยเสมอ ห้ามใช้กำลังต่อสู้ความชั่วอย่างสิ้นเชิง
แต่ในชีวิตจริง การดำเนินชีวิตเช่นนั้นจะอยู่รอดหรือไม่?"

แน่นอน เราย่อมตระหนักว่า พระเจ้าทรงให้คริสตชนเป็นคนที่มีความรักและให้อภัยเสมอ
เราต้องทำตามคำสอนของพระเยซูที่ว่า "จงรักศัตรู" (มธ.5:44) "ผู้ใดตบแก้มซ้ายท่าน
จงยื่นแก้มขวาให้เขา" (มธ.5:39) ทรงสอนให้คริสตชนยอมให้แก่คนที่เอาเปรียบข่มเหงตน
(มธ.5:38-48) หรือหลักการที่ท่านเปาโลสอนว่า "จงเอาชนะความชั่วด้วยความดี"
(1ธส.5:15) ข้อเหล่านี้เหมือนกับบ่งชี้ว่าคริสตชนห้ามใช้กำลังต่อสู้กับความชั่วเด็ดขาด!
การต่อสู้กับคนชั่วโดยใช้ความรุนแรงถือเป็นบาป การเป็นคริสตชนต้องไม่สู้ใครเลย
ต้องยอมถูกเอาเปรียบเสมอ ยอมจนกระทั่งคนชั่วเกิดความเห็นใจสงสารแล้วกลับใจเลิกราไปเอง
คริสตชนทำได้อย่างมากที่สุดคือหนี! แต่นี่ก็เป็นความขัดแย้งในความรู้สึกของหลายคนที่คิดว่า
การประพฤติตนเช่นนั้นอย่างเคร่งครัด
เราจะสามารถอยู่รอดได้ในโลกแห่งความเป็นจริงที่ชั่วร้ายหรือ?

ประเด็นนี้เป็นปัญหาทั้งในทางศาสนศาสตร์และปรัชญาจริยศาสตร์!
ซึ่งต้องบอกว่าไม่ใช่ปัญหาทางศาสนศาสตร์ที่เป็นเทวศาสตร์ (Theology) เท่านั้น
แต่เป็นศาสนศาสตร์ที่เป็นศาสนวิทยา (Reliology) ด้วย
แม้แต่ในทางพุทธศาสนาก็เผชิญกับปัญหาศาสนศาสตร์เรื่องนี้เช่นกัน

คริสตชนจำนวนมากยึดถือตามพระคัมภีร์ 1คร. 10:13 ที่บอกว่า "​ไม่​มี​การ​ทดลอง​ใดๆ เกิด​ขึ้นกับ
ท่าน​ทั้ง​หลาย นอกเหนือ​การ​ทดลอง​ซึ่ง​เคย​เกิด​กับ​มนุษย์ พระ​เจ้า​ทรง​ซื่อสัตย์ พระ​องค์​จะ​ไม่​ทรง​ให้
พวก​ท่าน​ต้อง​ถูก​ทดลอง​เกิน​กว่า​ที่​ท่าน​จะ​ทน​ได้ และ​เมื่อ​ถูก​ทดลอง พระ​องค์​จะ​ทรง​ให้​มี​ทางออก​ด้วย
เพื่อ​พวก​ท่าน​จะ​มี​กำลัง​ทน​ได้" ซึ่งหลายคนก็คงตีความคล้ายๆ กันว่า
พระเจ้าจะไม่ทรงให้ชีวิตเราได้พบสถานการณ์ที่เราต้องทำสิ่งที่ดูเหมือนผิดพระคัมภีร์โดยไม่มีทางเลี่ยงเลย
ขอเพียงเราเข้มแข็งและพึ่งพระเจ้าสุดชีวิต แล้วเรื่องร้ายๆ ก็จะผ่านไป ตัวอย่างประกอบก็คือ
กรณีของดาเนียลและเพื่อนๆ ที่แข็งขืนไม่ยอมนมัสการรูปเคารพของจักรพรรดิ
จนถูกจับไปประหารแต่พระเจ้าก็ทรงช่วยให้รอดจากอันตรายอย่างสวยงามในทีุ่สุด
คนส่วนใหญ่ชอบการตีความแบบนี้

แต่ขณะเดียวกัน ก็มีการแย้งการตีความข้างต้น โดยตีความหมายข้อนี้เลยไปอีกขั้นหนึ่ง
แนวทางนี้บอกว่า การตีความข้างต้นไม่จริงเสมอไป ในชีวิตจริง
บางทีพระเจ้าก็อนุญาตให้เราต้องพบกับการทดลองที่เราไม่มีทางเลี่ยงเลย
แต่จะทรงให้เรามีกำลังทนได้จนถึงขั้นยอมตาย
คือทนฝืนโดยไม่ทำสิ่งที่ดูเหมือนผิดพระคัมภีร์จนถึงกับต้องยอมตาย ตัวอย่างประกอบก็คือ
กรณีของพระเยซูที่ไม่ทรงยอมประนีประนอมจนทรงถูกจับไปตรึงกางเขน หรือกรณีของ สเทเฟน
ที่ฝืนเทศนาประกาศต่อชาวยิวโดยไม่ประนีประนอม แต่ผลคือท่านถูกรุมเอาหินขว้างจนตาย
คนที่คิดลึกซึ้งขึ้นจะยอมรับการตีความแนวนี้มากกว่า

แต่แนวคิดทางศาสนศาสตร์เรื่องนี้ก็ัยังไม่จบเพียงแต่นี้!
เนื่องจากคนจำนวนมากต้องเผชิญกับความจริงของชีวิตเช่นเดียวกับในภาพยนต์เรื่องนักเทศน์ปืนกล
ที่ว่า "บางทีชีวิตเราก็ต้องยอมทำชั่วเพื่อรักษาความดี"

ภาพยนต์เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงเพื่อนผู้รับใช้พระเจ้าชาวกะเหรี่ยงคนหนึ่งที่เป็นศิษยาภิบาลนักเทศน์ในคริสตจักรกะเหรี่ยงที่อยู่ชายแดนไทย-พม่า
เขาเคยเล่าว่าที่ใต้ธรรมมาสก์ของโบสถ์ที่เขาเทศนาจะมีปืนยาววางไว้
เพราะวันดีคืนดีพวกทหารพม่าก็พากันบุกเข้ามายิงบรรดาพี่น้องคริสตชนในขณะที่กำลังนมัสการพระเจ้ากันอยู่ในโบสถ์
ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ต้องพากันคว้าปืนมายิงต่อสู้ด้วยและพากันหนีด้วย ไม่งั้นก็ตายหมด
แนวคิดนี้บอกว่า ชีวิตจริงบางทีเราก็ไม่สามารถใช้การยอมได้เสมอไป
บางทีเราก็จำเป็นต้องใช้กำลังต่อสู้กับความชั่วร้ายเพื่อเป็นการยุติความอยุติธรรม
และช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์ที่ถูกเอาเปรียบ ซึ่งก็เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าเช่นกัน (ดังที่ อสย.1:17
กล่าวว่า "จง​ฝึก​กระทำ​ดี จง​แสวงหา​ความ​ยุติธรรม จง​บรรเทา​ผู้​ถูก​บีบ​บังคับ จง​ป้องกัน​ให้​ลูก​กำพร้า
พ่อ จง​สู้​ความ​เพื่อ​หญิง​ม่าย" )
โดยสรุปก็คือ
ภาพยนต์เรื่องนี้ได้กระตุ้นปัญหาทางศาสนศาสตร์ซึ่งครอบคลุมไปถึงปัญหาทางจริยศาสตร์ด้วยว่า...

1. พระเ้จ้าทรงให้คริสตชนได้รับการทดลองที่มีทางเลี่ยงเสมอไปหรือไม่?

2. หากพระเจ้าทรงให้ชีวิตมีสถานการณ์ที่มีการทดลองไม่มีทางเลี่ยง
ทรงให้เราทนรับไปอย่างเดียวจนถึงขั้นเสียชีวิต หรือทรงให้คริสตชนสามารถต่อสู้ได้
(ในกรณีที่การทดลองนั้นเกิดจากมนุษย์ที่บังคับกดขี่อย่างอยุติธรรม เช่น การข่มเหง เป็นต้น)

3. หากทรงให้คริสตชนสามารถต่อสู้ได้ คริสตชนมีสิทธิใช้ความรุนแรงในการต่อสู้ได้หรือไม่?

4. หากทรงให้สามารถใช้ความรุนแรงในการต่อสู้ได้ ประเด็นก็จะขยายไปต่อว่า ได้ในกรณีใด?
และถ้าได้ ได้่ขนาดใด? (รวมทั้ง มีกระบวนการขั้นตอนการใช้อย่างไร?)

5. ยัง ยังไม่จบ ประเด็นทางจริยศาสตร์ข้อ 4
ยังจะขยายย้อนกลับไปสู่ประเด็นทางศาสนศาสตร์ด้วยว่า หากใช้ความรุนแรงได้
การกระทำนั้นจะถือว่าเป็นบาปหรือไม่?

6. ถ้าเป็นบาป จะถือว่าเป็นบาปเท่ากับบาปทั่วไป หรือถือว่าเป็น "บาปเบา" หรือ "บาปบริสุทธิ์"
หรือ "บาปสีขาว" (White sin)?

7. ถ้าเป็นบาปเบาหรือบาปขาว ต้องดำเนินการอย่างไร?
การจัดการจะต่างจากบาปปกติทั่วไปอย่างไร?
นี่ก็ยังไม่จบ! ประเด็นจากภาพยนต์เรื่องนี้
รวมทั้งการตอบคำถามข้างต้นเหล่านี้จะนำไปสู่ประเด็นทางศาสนศาสตร์และจริยศาสตร์อีกมากมายหลายเรื่อง
ตัวอย่างเช่น

8. อะไรเป็นความดีกว่ากัน ระหว่าง เห็นคนบริสุทธิ์ถูกรังแก แล้วเราไม่ยุ่ง ทำเพียงอธิษฐานเผื่อ
กับออกไปต่อสู้เพื่อช่วยปกป้องผู้บริสุทธิ์ที่ถูกรังแก?
ซึ่งการตอบคำถามนี้ได้ก็จะนำไปสู่ประเด็นทางปัญหาจริยศาสตร์ที่ว่า...

9. ความดีมีระดับเดียวหรือหลายระดับ หรือจริยธรรมมีระดับเดียวหรือจริยธรรมมีหลายระดับ ?
หรือ จริยธรรมเป็นเรื่องเชิงเดี่ยวหรือเชิงซ้อน ? และ

10. ความดีเป็นเรื่องที่มีกฏตายตัวหรือขึ้นอยู่กับปัจจัยประกอบ ? หรือ
จริยธรรมเป็นเรื่องสัมบูรณ์หรือสัมพัทธ์?

และคำถามพวกนี้ก็จะนำไปสู่การประยุกต์อีกมากมายมหาศาลไม่รู้จบ
ทั้งหมดที่ว่ามาเรียกได้ว่าเป็นตัวอย่างหนึึ่งของการทำศาสนศาสตร์ หรือปฏิบัติการทางศาสนศาสตร์
(Theological Treatment)

อ่านแล้วเหนื่อยไหม? ศาสนศาสตร์ก็อย่างนี้ล่ะ !

แต่ได้โปรดอย่าด่วนสรุปว่า มัวเสียเวลาคิดอะไรเรื่องพวกนี้ น่าเวียนหัวและไร้สาระ
เอาเวลาไปประกาศดีกว่า! ผู้เขียนอยากบอกว่า
ประเด็นทางศาสนศาสตร์ทั้งหมดข้างต้นนี้มีสาระสำคัญอย่างเหลือเชื่อจริงๆ
และมีผลกระทบต่อมนุษยชาติอย่างลึกซึ้งกว้างไกลมากอย่างนึกไม่ถึงเลยทีเดียว

เอาละ! ลองมา "ดูละคอนแล้วย้อนดูตัว" เป็นการสรุปกันนิดนึงดีกว่าว่า หากท่านเป็น "นักเทศน์"
ในภาพยนต์เรื่องนี้ เผชิญสถานการณ์อย่างเดียวกันกับเขา ท่านจะตัดสินใจอย่างไร?

ก. อธิษฐานเผื่อทั้งพวกเด็กๆ และพวกเหล่าร้าย ให้เด็กๆ รอด ให้พวกผู้ร้ายกลับใจ

ข. ช่วยเด็กๆ เหล่านี้เท่าที่ช่วยได้ โดยไม่ใช้ความรุนแรงเด็ดขาด
และช่วยเท่าที่ช่วยได้โดยตัวเองไม่เดือดร้อนมากเกินไป

ค. ช่วยเด็กๆ เหล่านี้โดยยอมสละถึงขั้นเอาชีวิตเข้าแลก แต่ก็ไม่ต่อสู้โดยใช้ความรุนแรงเด็ดขาด
เป็นลักษณะอหิงสา คือยอมสู้จนตัวตายโดยไม่ยอมทำร้ายศัตรู เช่น
ไปขอร้องพวกผู้ร้ายให้ปล่อยเด็กๆ ถ้าพวกเขาไม่ยอมก็ขอให้จับตัวเองแทน แล้วปล่อยพวกเด็กๆ ไป

ง. ช่วยเด็กๆ เหล่านี้โดยต้องยอมจับอาวุธเข้าสู้ เพราะเห็นว่าไม่มีทางอื่น
และไม่มีใครทำหน้าที่ีนี้แทนได้

 


สวัสดี

--
เขียนโดย Blogger ถึง www.KaoChristian.com เวลา 8/24/2011 04:36:00 หลังเที่ยง